Content on this page requires a newer version of Adobe Flash Player.

Get Adobe Flash player

หลักการและเหตุผล และวิเคราะห์

       จากพัฒนาการของโลกจากยุคพึ่งพาธรรมชาติ เข้าสู่ยุคเครื่องจักรไอน้ำ กระทั่งเข้ามาสู่ยุคการใช้เทคโนโลยีขนาดใหญ่และการพัฒนาปรับปรุงสายพันธุ์รูปแบบการผลิตใหม่หรือที่เรียกกันว่า ยุคปฏิวัติเขียว (Green Revolution) ตลอดจนถึงยุคที่การพัฒนาการด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ (Information Technology) และเกิดผลกระทบที่เกิดขึ้นภายในโลกใบนี้ไม่ว่าจะเป็นด้านภูมิศาสตร์ ภูมิอากาศ สภาวะเศรษฐกิจ สภาพทางสังคม รวมถึงค่านิยมที่เป็นพลวัตร (Dynamic) ได้เกิดขึ้นและเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา อย่างไรก็ตามการพัฒนาและการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวนั้นไม่ใช่จะเกิดขึ้นเพียงที่ใดที่หนึ่ง แต่ได้ขยายตัวไปทุกพื้นที่ในโลกใบนี้


            ประเทศไทยก็เช่นเดียวกันหากพิจารณาจากการวางฐานการพัฒนาประเทศโดยรัฐบาล มีการจัดตั้งสภาเศรษฐกิจแห่งชาติ เมื่อปี พ.ศ. 2493 ตาม พ.ร.บ. สภาเศรษฐกิจแห่งชาติ ปี พ.ศ. 2493 และรัฐบาลไทยจึงขอความช่วยเหลือจากธนาคารโลกเข้ามาสำรวจสภาพเศรษฐกิจในประเทศไทย ในระหว่างปี พ.ศ. 2500 – 2501 และได้จัดพิมพ์รายงาน ชื่อ A Public Development Program for Thailand (หรือแผนพัฒนาของประเทศไทย) ซึ่งรายงานดังกล่าวนี้ถือเป็นพื้นฐานในการวางแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม ฉบับที่ 1 ถึง 4 จากการพัฒนาที่ผ่านมาประเทศไทยได้พบว่าแผนพัฒนาในระยะเวลาเริ่มต้นนั้นเป็นการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ และการพัฒนาขยายพื้นที่ในการผลิตพืชเพื่อการค้าเพิ่มขึ้นด้วย (แผนที่ 1 ถึง 4) และช่วงระยะเวลาการพัฒนาฐานทางด้านเศรษฐกิจของประเทศ (แผนที่ 5 ถึง 7) และจากแผนพัฒนาฉบับที่ 8 เป็นต้นมาเริ่มมีการย้อนกลับมากล่าวถึงแผนฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ และการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ซึ่งการพัฒนาดังกล่าวนั้นได้เคลื่อนตามกระแสพัฒนาของโลกเช่นเดียวกัน


            อย่างไรก็ตามเมื่อพิจารณาตามหลักการพัฒนาแล้วย่อมต้องมีผลกระทบเกิดขึ้นตามมาอีกด้วยทั้งนี้หากพิจารณาถึงระยะเวลาในการพัฒนาทิศทางของประเทศแล้วพบว่าจุดอ่อนไหวที่ต้องมีการตรวจตรา และเฝ้าระวัง เพิ่มเติมคือความเสี่ยงที่เกิดขึ้นภายในพื้นที่ และประเด็นของพื้นที่ต่างๆ ในภูมิภาคนั้นๆ ที่เกิดขึ้นจากการพัฒนา และ/หรือการเปลี่ยนแปลงจากทางสภาพสังคม รวมถึงการเปลี่ยนแปลงจากสภาพภูมิอากาศของโลกซึ่งมีผลกระทบโดยตรงต่อพื้นที่วิถีความเป็นอยู่ของคนภายในชุมชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาคใต้ของประเทศไทยซึ่งเป็นภูมิภาคแตกต่างไปจากภาคต่างๆ ของประเทศไทย กล่าวคือ เป็นภาคที่มีส่วนที่อยู่นอกเหนือจากเส้นศูนย์สูตร ฝั่งซ้ายและขวาของภาคติดกับทะเล มีเกาะน้อยใหญ่จำนวนมาก และมีกลุ่มชาติพรรณที่แยกระหว่างกลุ่มคนบนฝั่ง (บนบก) และกลุ่มชาติพรรณที่อยู่ชายฝั่งทะเล (อยู่ริมน้ำ) มีเขตพื้นที่ลุ่มน้ำหลัก 6 แห่ง ซึ่งเป็นแหล่งลุ่มน้ำสายหลัก 47 สายที่สำคัญ (ร้อยละ19 ของลุ่มน้ำทั้งประเทศ) โดยภูมิศาสตร์ดังกล่าวนี้ส่งผลให้วิถีของคนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่มีความหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นการประกอบอาชีพทั้งด้านการเกษตร การบริการ การท่องเที่ยว (ศูนย์วิจัยเพื่อส่งเสริมและบริหารจัดการแหล่งท่องเที่ยวลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา, 2553) ซึ่งจำเป็นจะต้องมีความสอดคล้องและเป็นไปในทิศทางเดียวกันทั้งนี้เพื่อการอนุรักษ์ และรักษาสิ่งแวดล้อมให้คงอยู่อย่างยั่งยืน ดังนั้นจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีหน่วยงานที่ดำเนินการศึกษาวิถีรูปแบบปรากฏการณ์ และผลที่เกิดขึ้นในปัจจุบันนี้ โดยดำเนินการวิจัยและศึกษาผลกระทบที่เกิดขึ้นในภูมิภาคนี้ ไม่ว่าจะเป็นมิติด้านภูมิศาสตร์ ผลกระทบด้านการเปลี่ยนแปลงของสภาพลมฟ้าอากาศ การเกษตรกรรม การท่องเที่ยว รวมถึงผลที่ขึ้นกับสิ่งแวดล้อมภายในชุมชน ที่ส่งผลต่อวิถีของคนในชุมชนนั้นๆ


            ผลงานของศูนย์วิจัยเพื่อส่งเสริมและบริหารจัดการแหล่งท่องเที่ยวลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา ของคณะการจัดการสิ่งแวดล้อมได้ดำเนินงานมาอย่างต่อเนื่อง อาทิ คู่มือท่องเที่ยวป่าพรุ: ป่าพรุควนเคร็ง Unique Songkhla Lake in Amazing Thailand คู่มือเครือข่ายลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา คู่มือท่องเที่ยวสวนสมุนไพร และอีกหลายอย่างของการดำเนินงานของศูนย์ฯ พบว่าบริบทที่เกิดขึ้นภายในชุมชนนั้นมีความซับซ้อนในมิติหลายด้านที่มากกว่าการท่องเที่ยว จากบทเรียนดังกล่าวจึงมีการนำมาทบทวนว่าจะมีหน่วยงานใดที่สามารถยกระดับฐานความรู้เพิ่มเติม และดำเนินการวิจัยต่อยอดยกระดับฐานความรู้ที่เกิดขึ้นภายในชุมชน ดังนั้นการจัดตั้งสถานวิจัยการจัดการท่องเที่ยวเชิงนิเวศพื้นที่ภาคใต้แบบบูรณาการ จึงได้มีการจัดตั้งขึ้นโดยมีเพื่อพัฒนางานวิจัยปรากฏการณ์ (Phenomena) ที่เป็นภาพประจักษ์ (Empirical) ซึ่งเกิดขึ้นภายในชุมชน อันได้แก่การใช้พื้นที่ทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม และวัฒนธรรม โดยใช้ฐานความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐาน (Basic Science) และขั้นสูง (Advanced Science) ในการดำเนินงานวิจัย โดยดำเนินงานในรูปแบบบูรณาการ (Integrated) ของการทำงานวิจัย เพื่อยกระดับผลงานวิจัยเหล่านี้เข้าไปสู่การผลักดันนโยบายในการแก้ไข การเฝ้าระวังและการจัดการความเสี่ยง (Risk Management) ที่จะเกิดขึ้นด้วย ซึ่งเป็นการยกระดับจากการเป็นศูนย์วิจัย เป็นสถานวิจัยขึ้นมาเพื่อต่อยอดจากองค์กรเดิมที่มีอยู่